วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร
ที่ตั้ง: 158 ถนน วังเดิม แขวง วัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร 10600
ประวัติความเป็นมา
เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร เล่าสืบต่อกันมาว่าเดิมในสมัยอยุธยาเป็นวัดเล็กๆ ชื่อวัดมะกอก ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นวัดแจ้ง เมื่อสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนาพระราชวังกรุงธนบุรี บริเวณป้อมวิชัยประสิทธิ์แล้ว โปรดให้รวมเอาวัดแจ้งเข้า เป็นวัดในพระราชวังด้วย เคยประดิษฐานพระแก้วมรกต ที่อัญเชิญมาจากนครเวียงจันทน์ตั้งแต่พุทธศักราช 2322 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ทั้งพระอารามเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดอรุณราชธาราม” ตามต้นเค้าของชื่อวัดเดิม ทั้งยังทรงมี แนวพระราชดําริที่จะก่อสร้างพระปรางค์ที่ตั้งอยู่หน้าวัดให้ สูงขึ้น จึงได้รื้อองค์เดิมและเริ่มลงรากฐานของพระปรางค์องค์ใหม่ แต่มาแล้วเสร็จสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนสร้อยท้ายชื่อวัดว่า “วัดอรุณราชวราราม” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง พระอุโบสถใหม่ รวมทั้งบูรณปฏิสังขรณ์พระปรางค์อีกครั้ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มีการบูรณปฏิสังขรณ์พระปรางค์ ครั้งใหญ่ เมื่อพุทธศักราช 2510 และในระหว่างพุทธศักราช 2556 - 2560
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมได้ทําการบูรณะพระปรางค์และพระอุโบสถอีกครั้งหนึ่งตามหลัก การอนุรักษ์ กระทั่งงดงามดังที่เห็นในปัจจุบัน
สิ่งสำคัญภายในวัด
พระปรางค์ เป็นพระปรางค์ที่สูงใหญ่ที่สุดและงดงามที่สุดตามแบบฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เดิมเมื่อมีการเดินเรือสมุทรจากปากน้ำเข้ามาถึงพระนครโดยลําน้ำเจ้าพระยา ที่หมายที่เห็นได้แต่ไกลคือพระปรางค์วัดอรุณ ด้วยเหตุนี้พระปรางค์วัดอรุณจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นที่ คุ้นตาของชาวต่างชาติมาช้านาน องค์พระปรางค์สูง 81 เมตร วัดรอบฐานได้ 243 เมตร สูงใหญ่ประดุจดั่ง เขาพระสุเมรุ และคงสร้างตามคติความเชื่อในพระพุทธศาสนา เรื่องพระมหาธาตุเจดีย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล โดยเปรียบเทียบกับพระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือส่วนยอดพระปรางค์มีลักษณะเป็น 5 ยอด ยอดใหญ่เป็นยอดประธาน รายล้อมด้วยยอดบริวารขนาดเล็ก 4 ยอด พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้นําพระมหามงกุฎที่แต่เดิมจะสร้างถวายพระประธานที่วัดนางนอง มาประดิษฐานต่อจากยอดนภศูลของพระปรางค์ประธาน ส่วนกลางเป็นเรือนธาตุ ที่ฐานประดับด้วยรูป เทวดา ครุฑ ตกแต่งราวกับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ จึงมีรูปพระอินทร์ที่หมาย ถึงเทพผู้เป็นใหญ่อยู่ที่ชั้นนี้ ส่วนฐานทักษิณซึ่งลดหลั่นเป็นชั้นๆ ต่อไปจากเรือนธาตุ ลงไปถึงชั้นล่าง ประดับ ลดหลั่นด้วยกินนร กินรี มารแบกและกระบี่แบก เปรียบดังบริเวณป่าหิมพานต์ ซึ่งทั้งพระปรางค์ประธาน พระปรางค์ประจําทิศ พระมณฑปทิศ รวมถึงกําแพงแก้วทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสี ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยเบญจรงค์และเปลือกหอย
พระวิหาร เป็นอาคารยกพื้นสูง มีบันไดทางขึ้นลงด้านข้างของมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หลังคา ลด 3 ชั้น ผนังด้านนอกประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีลายก้านแย่งที่สั่งเข้ามาจากเมืองจีน พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้หล่อพระประธาน พระราชทานนามว่า “พระพุทธชมภูนุทมหาบุรุษลักขณา อสีตยานุบพิตร” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยทองแดงปิดทองมีพุทธศิลปะตามแบบพระพุทธรูปที่ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 คือมีเค้าพระพักตร์สงบนิ่งที่เรียกว่า “อย่างหุ่น”ที่ฐานชุกชีด้านหน้ามีพระพุทธรูป สําคัญอีกองค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร นามว่า “พระอรุณ” หรือ “พระแจ้ง” มีประวัติ ว่าอัญเชิญมาจากเวียงจันทน์
พระอุโบสถ หลังเดิมสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย แต่ภายหลังถูก เพลิงไหม้ครั้งสมัยรัชกาลที่ 5จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์จนดีดังเดิม รวมทั้งบูรณะจิตรกรรมภายใน ใหม่ทั้ง 4 ด้าน แต่คงเค้าของเดิมให้มากที่สุด อาทิภาพพุทธประวัติ และภาพพระเวสสันดรชาดก ส่วนผนังด้านนอกประดับด้วยลายดอกไม้ที่ทําจากกระเบื้องเคลือบสี ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน พระประธานนามว่า “พระพุทธธรรมศราชโลกธาตุตลก" เป็นพระพุทธรูปสําริดขนาดใหญ่รุ่นแรกๆของกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวกันว่ารัชกาลที่ 2 ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์ด้วยพระองค์เอง ด้านหน้า พระอุโบสถมีซุ้มประตูทางเข้าที่มีรูปปั้นยักษ์ 2 ตน เรียกกันทั่วไปว่า ยักษ์วัดแจ้ง
ภายในวัดอรุณราชวราราม ยังมีสถานที่ควรแก่การสักการบูชา และมีความงดงามของ ศิลปกรรมยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์อีกมากมาย เช่น พระระเบียงประดิษฐานพระพุทธรูปปางมาร วิชัย 120 องค์ วิหารน้อยหลังทิศเหนือมีพระแท่นบรรทมที่เชื่อกันว่าเป็นของสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช พระพุทธบาทจําลองในพระมณฑปพระพุทธบาทสมัยรัชกาลที่ ๓ ประติมากรรมหินอับเฉา ศิลปะจีนที่มีอยู่
จํานวนมาก สวนหินและศาลาท่าน้ำ